Print

ทำไมผู้นำมักจะเป็นนักอ่าน

Written by Karl Dahlfred on .

โดย Kevin Eastman


ผู้นำมักจะเป็นนักอ่านเสมอ พวกเขาไม่ได้อ่านหนังสือแบบพอเป็นพิธี คนที่ต้องการนำคนอื่นให้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่นั้นจะต้องตระหนักถึงความจำเป็นที่พวกเขาจะต้องเรียนรู้และเติบโตขึ้น ปัญหาอยู่ที่ว่าคนส่วนมากล้วนแต่ต้องการเรียนรู้และเติบโตขึ้น แต่พวกเขาไม่ได้ยอมที่จะทุ่มเททำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเขาจะไปถึงเป้าหมาย

หนังสือชีวประวัติของประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ที่ผมได้อ่านไปเล่มล่าสุดนั้น ได้พูดถึงเรื่องจำนวนหนังสือที่เขาอ่านในแต่ละปี ในปีสุดท้ายที่เขาทำงานในสำนักงานของเขา ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช อ่านหนังสือประมาณ 100 เล่ม แต่ก็ยังแพ้ที่ปรึกษาอาวุโสคนหนึ่งของเขาที่มีชื่อว่า คาร์ล โรฟ ที่เอาชนะเขาไปด้วยการอ่าน 125 เล่มในปีนั้น

พวกเขาอ่านหนังสือมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร ประธานาธิบดีบุชมีตารางการทำงานที่ยุ่งมาก และเขาก็ไม่สามารถที่จะนอนดึกแล้วตื่นสายในวันถัดไปได้ แต่ผมกลับคิดว่าคำตอบอยู่ที่ เขามีวิธีอ่านหนังสืออย่างไรมากกว่า เขามีเวลามากแค่ไหนในการอ่าน

 

ขณะที่ผมเริ่มเรียนปริญญาโท หนังสือเล่มแรกๆที่พวกเราต้องอ่านคือ “วิธีการอ่านหนังสือ”  ครั้งแรกที่ผมเห็นหนังสือเล่มนี้  ผมรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่กับเรื่องการอ่านหนังสือ นี่ผมกำลังต้องเสียเงินเข้ามาเรียนเพื่อมาอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องการอ่านหนังสือหรือนี่?  ผมไม่รู้เลยซักนิดว่าหนังสือเล่มนั้นจะมีอิทธิพลมากแค่ไหนกับผมในฐานะที่ผมเป็นผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณ

อธิการบดีที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของโรงเรียนพระคริสตธรรมได้กล่าวกับเพื่อนของผมว่า เหตุผลที่คนส่วนมากมีปัญหาในการเรียนที่โรงเรียนพระคริสตธรรมเป็นเพราะเขามีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการอ่าน พวกเขาไม่สามารถอ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอได้ ไม่ใช่เพราะว่านักศึกษาที่มีความตั้งใจเหล่านั้นไม่สามารถเข้าใจคำศัพท์ยากๆ  แต่เป็นเพราะพวกเขาไม่สามารถจดจำเนื้อหาของหนังสือจำนวนมากมายที่พวกเขาต้องอ่านได้ พวกเขาต้องการวิธีการอ่านแบบใหม่ ผมเองก็ต้องการด้วยเหมือนกัน!

ในหนังสือเรื่อง “วิธีการอ่านหนังสือ” ผู้เขียนได้แบ่งการอ่านออกเป็น 4 ระดับด้วยกัน ซึ่งได้แก่ :


ระดับที่ 1 – การอ่านแบบประถมศึกษา – เราทุกคนคงจะจำหลักการพื้นฐานของการอ่านได้ สำหรับพวกเราบางคน เรากำลังส่งต่อวิธีการอ่านแบบนี้ให้กับลูกหลานของเราเช่นกัน ในระดับนี้ ผู้อ่านจะตั้งคำถามว่า “ประโยคนี้กำลังพูดถึงอะไร?” อันดับแรก เราจะดูความหมายของคำศัพท์ จากนั้นเราพยายามทำความเข้าใจว่าเมื่อคำเหล่านั้นมารวมกันแล้วมีความหมายว่าอย่างไร
ผู้อ่านจำนวนมากมีปัญหาหลายประเภทในการอ่านประเภทนี้ ปัญหาเหล่านั้นมักเป็นเรื่องของไวยกรณ์ และมักจะเกิดจากคำแนะนำที่ได้รับเมื่อเริ่มหัดอ่านหนังสือ  การก้าวผ่านปัญหาเหล่านั้นจะทำให้เราอ่านหนังสือได้เร็วขึ้น ดังนั้นชั้นเรียนที่สอนวิธีการอ่านหนังสืออย่างรวดเร็วมักจะเน้นที่การอ่านระดับนี้

ระดับที่ 2 – การอ่านแบบสำรวจ – การอ่านในระดับนี้จะเป็นการอ่านแบบที่เน้นเรื่องเวลา  ผู้อ่านมักจะต้องอ่านหนังสือในเวลาที่จำกัดโดยที่จะต้องได้เนื้อหามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ภายในเวลาที่ได้รับมอบหมาย

หลายคนอาจจะมองการอ่านระดับนี้ว่าเป็นการอ่านแบบคร่าวๆ หรือ การอ่านผ่าน ๆ  การอ่านแบบสำรวจเป็นศิลปะในการอ่านคร่าวๆอย่างมีระบบ เป้าหมายคือการสำรวจหนังสืออย่างคร่าว ๆ และเรียนรู้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้จากภาพรวมของหนังสือเล่มนั้นๆ  ซึ่งปกติแล้วมักจะได้ข้อมูลที่ดีพอสมควร ในการอ่านระดับนี้ แทนที่จะถามคำถามว่า “ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร” ผู้อ่านจะถามว่า “หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับอะไร?”

ระดับที่ 3 – การอ่านแบบวิเคราะห์ – เป็นการอ่านอย่างละเอียด ฟรานซิส เบคอน ได้กล่าวเอาไว้ว่า “หนังสือบางเล่มมีเอาไว้เพื่อให้ชิม, บางเล่มมีเอาไว้กลืน, และมีเพียงไม่กี่เล่มเท่านั้นที่เอาไว้เคี้ยวและย่อย” การอ่านหนังสือแบบวิเคราะห์นั้นเป็นเหมือนการเคี้ยวเนื้อหาในหนังสืออย่างช้าๆ และค่อย ๆ ย่อยมันลงไป

ระดับที่ 4 – การอ่านแบบสังเคราะห์ -  เป็นการอ่านประเภทที่สูงและซับซ้อนมากที่สุด บางคนเรียกการอ่านระดับนี้ว่าเป็น “การอ่านเชิงเปรียบเทียบ”  ในการอ่านระดับนี้ ผู้อ่านจะอ่านหนังสือหลายเล่มและหาความสัมพันธ์กันของข้อมูลจากหนังสือแต่ละเล่ม รวมถึงหัวข้อหลักที่หนังสือทุกเล่มกำลังกล่าวถึง และในท้ายที่สุด ผู้อ่านจะสร้างบทสรุปของการวิเคราะห์นั้นๆขึ้นมาเองได้เองโดยไม่ได้มาจากหนังสือเล่มไหน ลองคิดภาพของนักศึกษาปริญญาเอก พวกเขาต้องใช้การอ่านระดับนี้ในการทำวิทยานิพนธ์ของพวกเขา

ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ ? ผมพนันได้เลยว่าพวกคุณที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ มักจะมีหนังสือเป็นตั้งที่คุณอยากจะอ่านแต่ว่าทำไม่ได้ หรือคุณอาจจะติดอยู่กับการอ่านแบบระดับที่ 1 หรือระดับที่ 3  คุณจะพยายามที่จะอ่านให้เร็วมากขึ้นจนไม่ได้อะไรจากหนังสือเล่มนั้นเลย หรือคุณอาจจะไม่ได้ตระหนักว่าคุณไม่จำเป็นต้องทุ่มเทในการอ่านหนังสือทุกเล่มก็ได้

เราควรที่จะใช้เวลาในการอ่านแบบระดับที่ 2ให้มากขึ้น แทนที่จะอ่านหนังสือแบบตำราเรียน เราจะอ่านแล้วหาใจความสำคัญของหนังสือเล่มนั้นๆ และเมื่อเราได้ใจความสำคัญของหนังสือเล่มนั้นแล้ว เราก็สามารถอ่านหนังสือเล่มต่อไปได้ แต่เมื่อไหร่ที่เราได้ไปเจอหนังสือเล่มดีๆ เราถึงต้องนั่งลง จิบกาแฟบนเก้าอี้ตัวโปรดแล้วค่อย ๆ ย่อยเนื้อหาที่ผู้เขียนเขียนเอาไว้ในหนังสือเล่มนั้นอย่างช้า ๆ
แล้วสำหรับคุณล่ะ การอ่านแบบไหนที่คุณใช้อ่านเป็นประจำ

บทความนี้ถูกแปลจาก "How Do Leaders Read So Much?" โดยได้รับอนุญาตจากผู้เขียน Kevin Eastman

Share this post

Submit to DeliciousSubmit to DiggSubmit to FacebookSubmit to Google BookmarksSubmit to StumbleuponSubmit to TechnoratiSubmit to TwitterSubmit to LinkedIn