Print

เรื่องน่าเป็นห่วงในคำสอนของบิล จอห์นสัน (Bill Johnson)

Written by กลุ่มคนสอนพระคัมภีร์ผู้เป็นห่วง on .

เนื่องจากอาจารย์ Bill Johnson เป็นวิทยากรหลักในงานฟื้นฟู Revive Asia ระหว่างวันที่ 8-10 ม.ค. 2016 เราซึ่งนั่งอยู่ในคณะกรรมการศาสนศาสตร์ของกปท รู้สึกเป็นห่วง จึงได้ร่างเอกสาร (เป็นการส่วนตัว) ที่แนบไว้ เพื่อจะเตือนพี่น้องคริสเตียนไทยให้ได้รับทราบข้อมูลสำคัญในเรื่องคำสอนที่ผิดเพี้ยนของอาจารย์ Bill Johnson ขอพี่น้องอ่านและพิจจารณาในการเข้าร่วม ทั้งนี้ทางกลุ่มของเรามีประเด็นที่เราห่วงใยหลายประเด็นเช่น พื้นฐานความเชื่อเกี่ยวกับอนาคตศาสตร์ ความจำเป็นของการสำแดงการอัศจรรย์และอำนาจที่มากับความเชื่อ ความสับสนเกี่ยวกับพระกิตติคุณ และความเป็นมนุษย์ของพระเยซู แต่เพราะความจำกัดทางด้านเวลา เราจึงสามารถระบุรายละเอียดได้เพียงประเด็นเดียว นั่นก็คือ “ประสบการณ์สำคัญกว่าพระคัมภีร์” กรุณาแชร์ต่อถ้าท่านเห็นด้วยกับบทความนี้

~ ศจ.ดร. รุ่ง เริงสันติ์อาจิณ ~ ศจ.ดร. เสรี หล่อกัณภัย ~ ดร. ชัยวัฒน์ ชาวเมืองแมน
~ ศจ.ดร. นที ตันจันทร์พงศ์ ~ ศจ. Karl Dahlfred ~ อ. ยินดี จัง

เนื่องจากอาจารย์ Bill Johnson เป็นวิทยากรหลักในงานฟื้นฟู Revive Asia ระหว่างวันที่ 8-10 .. 2016 ซึ่งคริสตจักรหลายคณะทั่วไทยได้รับเชิญให้มาร่วมจึงเห็นสมควรที่พี่น้องคริสเตียนไทยที่จะเข้าร่วมได้รับทราบข้อมูลสำคัญในเรื่องคำสอนที่ได้จากอาจารย์ Bill Johnson ผู้ซึ่งไม่เป็นที่รู้จักในคริสตจักรไทยก่อนหน้านี้

ตามเว็บไซต์ของผู้จัดงาน Revive Asia ได้แนะนำประวัติโดยย่อของอาจารย์ Bill Johnson ไว้ดังนี้

บิลจอห์นสันศิษยาภิบาลอาวุโสคริสตจักรเบธเอลซึ่งเป็นคริสตจักรที่มีประสบการณ์การในการพบกับพระเจ้าอย่างเหนือธรรมชาติเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติการอัศจรรย์เกิดขึ้นจนถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาและที่ประชุมมีความตื่นเต้นร้อนรนที่จะเติบโตขึ้นในฝ่ายวิญญาณอยู่เสมอคริสตจักรเบธเอลมีสมาชิกโดยประมาณ 1,500 คนรวมถึงมีหลักสูตรสร้างผู้รับใช้ที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางที่ชื่อว่า School of Supernatural Ministry

บิลเป็นผู้นำเครือข่ายคริสตจักรต่างๆที่มีจุดประสงค์ร่วมกันที่จะเห็นการฟื้นฟูระดับโลกที่จะส่งผ่านออกไปยังผู้คนในรุ่นต่อๆไปบิลได้เขียนหนังสือมากมายหลายเล่มรวมถึงหนังสือที่ชื่อว่าเมื่อสวรรค์บุกรุกโลกที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยและท่านได้เดินทางไปทั่วโลกในฐานะวิทยากรฟื้นฟูในการประชุมสัมมนาต่างๆ

เตรียมพร้อมที่จะได้พบกับพระเจ้าในความสดใหม่อย่างที่คุณจะคาดไม่ถึงร่วมเรียนรู้และเข้าใจหลักการแห่งอาณาจักรของพระเจ้าเพื่อคุณจะพบกับความจริงที่ว่าสวรรค์นั้นคือวิถีชีวิตของคุณไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องรอคอยเพียงในอนาคตและเมื่อคุณได้เข้ามาพบกับพระเยซูแบบหน้าต่อหน้าและได้รับการเปลี่ยนแปลงในทุกด้านโดยพระสิริของพระองค์คุณจะได้ค้นพบว่าการทำพันธกิจที่แท้จริงคือการยอมให้พระสิริของพระเจ้าที่อยู่ในคุณนั้นไหลล้นออกไปยังทุกสถานการณ์ของชีวิตเมื่อนั้นพันธกิจของคุณจะกลายเป็นสวรรค์บนแผ่นดินโลกอย่างแท้จริง!”[1]

Bill Johnson speaking at the More conference, CCCW in Melbourne, Australia (Credit: natebailey)เรื่องราวต่างๆที่กล่าวถึงบิลจอห์นสันนั้นดูดีและน่าจะเป็นพระพรแต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ได้พบในคำสอนของท่านตามที่ปรากฏในหนังสือที่ท่านเขียนนั้นมีบางอย่างที่ไม่สอดคล้องกับคำสอนของพระคัมภีร์ทำให้มีความห่วงใยต่อผู้ฟังบางคนที่อาจจะรับฟังโดยไม่ได้แยกแยะว่าสิ่งไหนควรจะระมัดระวังหรือสิ่งไหนคือสิ่งที่ถูกต้องตามคำสอนของพระคัมภีร์ดังนั้นจึงขอนำเสนอให้ผู้ที่จะไปฟังคำสอนของท่านได้ทราบว่าหากได้ยินคำสอนลักษณะนี้  ผู้ฟังควรจะใช้วิจารณญาณของตัวเองให้ดีว่าเป็นคำสอนที่ถูกต้องหรือไม่ตัวอย่างคำสอนที่เราคิดว่าจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือ

ประสบการณ์สำคัญกว่าพระคัมภีร์

บิลจอห์นสันได้สอนเน้นเรื่องการเปิดเผยของพระเจ้าว่าเสียงของพระเจ้านั้นแตกต่างจากพระวจนะของพระเจ้าที่ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ถึงแม้ว่าบิลจะให้สิทธิอำนาจแก่พระคัมภีร์อย่างเป็นทางการแต่ในทางปฏิบัติกลับให้ความสำคัญแก่สิ่งที่อยู่นอกเหนือพระคัมภีร์มากกว่า

บิลจอห์นสันเขียนว่าพระเยซูมิได้ตรัสว่าแกะของเราจะรู้จักหนังสือของเราแต่เป็นเสียงของพระองค์ที่เราต้องรู้จักแยกแยะทำไมเพราะทุกคนสามารถรู้พระคัมภีร์อย่างหนังสือเล่มหนึ่งได้  มารเองก็รู้จักและอ้างข้อพระคัมภีร์แต่เฉพาะคนที่ชีวิตของเขาพึ่งในองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้นที่รู้จักเสียงของพระองค์อย่างสม่ำเสมอนี่ไม่ได้บอกว่าพระคัมภีร์มีความสำคัญน้อยหรือว่าไม่มีเลยตรงกันข้าม  พระคัมภีร์เป็นพระวจนะของพระเจ้าและเสียงของพระองค์จะยืนยันโดยพระคัมภีร์เสมอ  เสียงนั้นให้ผลกระทบต่อสิ่งที่พิมพ์ไว้  เราต้องศึกษาพระคัมภีร์อย่างจริงจัง  โดยระลึกว่าเราจะเข้าใจความจริงที่สำคัญที่สุดในพระคัมภีร์ได้โดยการรู้จักพระองค์[2]

บิลจอห์นสันยอมรับว่าพระคัมภีร์คือพระวจนะของพระเจ้าที่มีสิทธิอำนาจแต่ก็มีสิทธิอำนาจเป็นรองจากการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์และดูเหมือนจะเน้นว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะกระทำพระราชกิจของพระองค์นอกกรอบของพระคัมภีร์หรือนอกพระคัมภีร์หรือขัดแย้งกับพระคัมภีร์และเป็นที่ยอมรับได้ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์สามารถที่จะขัดแย้งกับความเข้าใจของเราเกี่ยวกับคำสอนในพระคัมภีร์เราควรมีความเชื่อในการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์มากกว่าความเข้าใจพระคัมภีร์อย่างมีเหตุผลบิลจอห์นสันเขียนว่าการติดตามการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์สามารถทำให้เราพบกับทางเลือกเดียวกันนี้ขณะที่พระองค์ไม่เคยทรงค้านกับพระวจนะของพระองค์  พระองค์ทรงพอพระทัยมากที่จะค้านกับความเข้าใจของเราต่อพระวจนะของพระองค์  ผู้ที่รู้สึกปลอดภัยเพราะความเข้าใจพระวจนะของพวกเขากำลังมีความสุขกับความรู้สึกมั่นคงที่ไม่แท้  ไม่มีใครสักคนที่เข้าใจพระวจนะทั้งหมด  แต่เราทุกคนมีพระวิญญาณบริสุทธิ์  พระองค์ทรงเป็นปัจจัยร่วมซึ่งทรงนำเราเข้าสู่ความจริงเสมอ  แต่ในการติดตามพระองค์นั้น  เราต้องเต็มใจที่จะติดตามจนตกแผนที่และไปเกินกว่าที่เรารู้  การจะทำเช่นนี้ได้  เราต้องยอมรับรู้การสถิตอยู่ของพระองค์เหนือทุกสิ่ง[3] 

คำสอนที่กล่าวอ้างประสบการณ์การสำแดงของพระเจ้าดูเหมือนไม่ผิดเพี้ยนมีผู้นำคริสตจักรหลายคนได้รับการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้ทำพันธกิจพิเศษอย่างจำเป็นและไม่ผิดพระทัยพระเจ้าแต่ในทางปฏิบัติของกลุ่มที่เน้นคำสอนนี้ได้กระทำบางอย่างเกินเลยที่ไม่น่าเชื่อถือเช่นบิลจอห์นสันอ้างว่าพระคัมภีร์เป็นพระวจนะของพระเจ้าและเสียงของพระองค์จะยืนยันโดยพระคัมภีร์เสมอ[4]  แต่เขาก็ยินดีที่จะยอมรับการสำแดงที่ไม่ปรากฏในพระคัมภีร์ว่าเป็นการยืนยันว่าสิ่งที่เขาทำหรือที่เขาพูนั้นมาจากพระเจ้า การสำแดงเหล่านี้ได้แก่ผงทองฟันทองเมฆที่บรรเจิดขนของทูตสวรรค์แก้วผลึกของทูตสวรรค์[5]ในเมื่อเขาบอกว่าไม่มีใครสามารถเข้าใจพระวจนะทั้งหมดได้หากเป็นเช่นนี้แล้วเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเราจะไม่เข้าใจการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ผิดไปหรือเสียงที่บางคนได้ยินนั้นเป็นเสียงที่มาจากพระเจ้าจริง

พระคัมภีร์ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบผู้ที่อ้างว่าได้ยินเสียงพระเจ้าและพูดแทนพระองค์ (เช่นฉธบ 13, 18) เพราะมีผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จที่จงใจแอบอ้างพระเจ้าและมีคนที่ฟังเสียงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ผิดไปได้ดังนั้นอย่าเชื่อทุกๆวิญญาณแต่จงพิสูจน์วิญญาณนั้นๆว่ามาจากพระเจ้าหรือไม่เพราะว่ามีผู้เผยพระวจนะเท็จจำนวนมากได้ออกมาในโลก (1ยอห์น 4:1 ThSV)   

บิลจอห์นสันพยายามแยกประเด็นระหว่างการเข้าใจพระวจนะโดยการศึกษาพระคัมภีร์กับการฟังเสียงพระวิญญาณบริสุทธิ์และติดตามจนตกแผนที่และไปเกินกว่าที่เรารู้ราวกับว่าสองสิ่งนี้ไม่เกี่ยวข้องกัน  บ๊อบดีเวย์ได้โต้แย้งข้อเสนอนี้ว่า

การแยกประเภทเช่นนี้เป็นการกระทำที่ผิดพระคัมภีร์คือการตรัสของพระวิญญาณบริสุทธิ์กับเราและฤทธิ์อำนาจของการตรัสนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการใช้ประสบการณ์ทางฝ่ายวิญญาณจนตกแผนที่และไปเกินกว่าที่เรารู้”  การไร้ซึ่งฤทธิ์อำนาจในการเปลี่ยนแปลงชีวิตนั้นเกิดจากความไม่เชื่อไม่ใช่เพราะเราเข้าใจความหมายของพระวจนะผิดไป  ฉะนั้นการที่บิลจอห์นสันอ้างว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์นำเราจนตกแผนที่”  จึงเป็นการโจมตี sola scriptura (สิทธิอำนาจของพระคัมภีร์)[6] 

ในพระคัมภีร์เองได้ให้ความสำคัญกับถ้อยคำที่เข้าใจได้และสิ่งที่คนทั่วไปเข้าใจเช่นใน 1 โครินธ์ 14:8-9  ท่านเปาโลกล่าวว่า ถ้าแตรให้เสียงไม่ชัดเจนใครจะเตรียมตัวเข้าทำศึกสงคราม? ท่านทั้งหลายก็เป็นเช่นนั้นคือในการพูดภาษาแปลกๆถ้าท่านไม่ใช้ถ้อยคำที่เข้าใจได้คนจะเข้าใจคำพูดนั้นได้อย่างไร?สิ่งที่ท่านพูดนั้นจะหายไปกับสายลมยิ่งกว่านี้สมาชิกของคริสตจักรเบธเอลได้ถูกสอนว่าประสบการณ์ตรงกับพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นมีมาตรฐานสูงกว่าพระคัมภีร์ในหน้าเฟสบุ๊คของผู้นำคริสตจักรคนหนึ่งที่ชื่อว่า Kris Valloton, ได้มีอดีตนักเรียนของเขาคนหนึ่งชื่อ Candace Marshall เขียนว่า “…พระคัมภีร์ไม่ได้ช่วยคุณให้รอด... และพระเจ้าประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้แก่เราเพราะพวกเราจำนวนมากได้แสวงหาชีวิตนิรันดร์ในพระคัมภีร์ ….ฉันขอบอกว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นมาตรฐานไม่ใช่พระคัมภีร์  เธอยังได้เขียนข้อคิดเห็นอีกในตอนเดียวกันว่าฉันให้คุณค่าแก่พระคัมภีร์แต่พระคัมภีร์ไม่ได้เป็นพื้นฐานสำหรับความเชื่อของฉันเพราะพระคัมภีร์ไม่ใช่พระเจ้าไม่ใช่พระเยซูหรือไม่ใช่พระวิญญาณบริสุทธิ์แต่พระคัมภีร์ก็ได้ชี้ไปยังพระองค์"[7]

คริสเตียนส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าพระคัมภีร์ไม่ใช่วัตถุมงคลที่เราจะต้องยกไว้บูชาแต่สิ่งที่ทำให้พระคัมภีร์มีสิทธิอำนาจคือเนื้อหาของพระคัมภีร์นั้นเป็นข้อเขียนที่ได้รับการดลใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ถึงแม้ Candace Marshall จะไม่ให้พระคัมภีร์เป็นพื้นฐานความเชื่อของเธอแต่พระเยซูมักจะใช้พระคัมภีร์อ้างถึงสิทธิอำนาจของพระองค์เช่นพระเยซูตรัสกับคนยิวว่าพวกท่านค้นดูในพระคัมภีร์เพราะท่านคิดว่าในนั้นมีชีวิตนิรันดร์และพระคัมภีร์นั้นเองเป็นพยานให้กับเรา (ยอห์น 5:39) พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้มาทำหน้าที่แทนพระคัมภีร์หรือมายกเลิกบทบาทของพระคัมภีร์แท้ที่จริงพระคัมภีร์ช่วยให้เราแน่ใจว่าพระเยซูคือผู้ที่ประทานชีวิตนิรันดร์ให้แก่เรา

สิ่งที่คนได้เรียนรู้จากคริสตจักรเบธเอลคือพระคัมภีร์เป็นความจริงแต่เป็นการเปิดเผยอันดับรองเมื่อเปรียบเทียบกับพระวิญญาณบริสุทธิ์การทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในปัจจุบันเป็นพื้นฐานหลักของความเชื่อไม่ใช่พระคัมภีร์บิลจอห์นสันยืนยันคำสอนนี้ด้วยการอธิบายโรม 10:17  “‘ความเชื่อเกิดขึ้นได้เพราะการฟัง …’ (โรม 10:17) ข้อนี้ไม่ได้กล่าวว่าเกิดจากการเคยได้ฟังแต่เป็นหัวใจที่รับฟังในเวลาปัจจุบันซึ่งพร้อมสำหรับความเชื่อที่สวรรค์ใส่ให้[8]  บิล จอห์นสันสอนอย่างถูกต้องในส่วนที่ว่าเราต้องอาศัยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะช่วยเราให้เข้าใจความหมายที่แท้จริงของพระคัมภีร์แต่บิลจอห์นสันอ้างว่าเมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ตรัสอะไรที่แตกต่างไปจากพระคัมภีร์เราควรทำตามพระวิญญาณบริสุทธิ์มากกว่าทำตามพระคัมภีร์วิธีการอธิบายโรม 10:17 ของบิลจอห์นสันน่าเป็นห่วงมากเพราะท่านใช้วิธีเปรียบเทียบการเคยได้ฟังกับการฟังในเวลาปัจจุบันเมื่อเรากลับไปอ่านพระคัมภีร์ข้อนี้ในภาษากรีกแล้วคำที่ใช้เกี่ยวกับการฟังนี้เป็นคำนามไม่ใช่คำกริยาจึงไม่ได้เกี่ยวกับการได้ฟังหรือได้ยินในอดีตหรือในปัจจุบันและหากอ่านข้อความที่เหลืออีกครึ่งข้อ (และการได้ยินเกิดขึ้นได้ก็เพราะการประกาศพระคริสต์)  เราจะพบว่าคนจะได้ฟังหรือได้ยินก็ต้องมีคนไปประกาศเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ซึ่งการประกาศเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ก็เป็นสิ่งที่มนุษย์ยังคงต้องทำอยู่ในปัจจุบันพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้มาประกาศแทนมนุษย์

คริสตจักรเบธเอลไม่ได้ให้คุณค่ากับเหตุผลทางความคิดที่วางใจได้และข้อคัดค้านที่นำมาจากพระคัมภีร์ก็ถูกปฏิเสธจากบิลจอห์นสันและบอกว่าเป็นเพราะคนที่คัดค้านนั้นไม่เชื่อบิลจอห์นสันเขียนว่าความเชื่อกำเนิดจากพระวิญญาณที่อยู่ในหัวใจของมนุษย์  ไม่เกี่ยวกับการใช้สมองหรือต่อต้านการใช้สมอง  เพราะความเชื่อนั้นยอดเยี่ยมกว่าสมอง  พระคัมภีร์ไม่ได้กล่าวว่ามนุษย์เชื่อด้วยสมองแต่โดยความเชื่อมนุษย์สามารถเห็นด้วยกับพระทัยของพระเจ้า[9] สำหรับคนที่คัดค้านเรื่องการฟื้นฟูโดยใช้พระคัมภีร์นั้นบิลจอห์นสันเข้าใจว่าพวกเขาไม่ได้เรียนวิธีการติดตามพระวิญญาณสิ่งใดที่ไม่สมเหตุผลตามความคิดของเขาก็จะถือว่าค้านกับพระคัมภีร์[10] ถึงแม้ว่าบิลจอห์นสันจะยืนยันว่า  เสียงของพระองค์จะยืนยันโดยพระคัมภีร์เสมอ[11] แต่บิลจอห์นสันไม่เปิดรับคนเหล่านั้นที่ถามหาข้อสนับสนุนจากพระคัมภีร์ต่อการอัศจรรย์ที่เกิดในคริสตจักรที่ท่านอภิบาลอยู่ท่านจะไม่ใยดีต่อคำถามจากคนเหล่านั้นและกล่าวว่าคนเหล่านั้นคือมนุษย์เนื้อหนังผู้จมอยู่กับความไม่เชื่อ[12]

บทความนี้เป็นบทความที่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้รับใช้พระเจ้าที่ทำงานในประเทศไทยที่เชื่อในพระคัมภีร์และในพระวิญญาณบริสุทธิ์และเชื่อในฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์แต่ในขณะเดียวกันก็เชื่อในสิทธิอำนาจของพระคัมภีร์ด้วย

 

ผู้รับใช้ที่เห็นด้วยกับบทความนี้คือ

     ศจ.ดร. รุ่ง เริงสันติ์อาจิณ

     ศจ.ดร. เสรี หล่อกัณภัย

     ดร. ชัยวัฒน์ ชาวเมืองแมน

     ศจ.ดร. นที ตันจันทร์พงศ์

     ศจ. Karl Dahlfred

     อ. ยินดี จัง

     ดร.วารุนาฎ เชื้อหน่าย

 



[1] http://www.reviveasia.com/en/bill-johnson/ เข้าชมวันที่14/12/2016

[2] บิลจอห์นสันเมื่อสวรรค์บุกรุกโลก”, (กรุงเทพ: สำนักพิมพ์แม่น้ำ), 2006, หน้า106-107.

[3] บิลจอห์นสันเมื่อสวรรค์บุกรุกโลก”, หน้า96.

[4] บิลจอห์นสันเมื่อสวรรค์บุกรุกโลก”, หน้า107.

[5] Amanda Winters, “Bethel's 'signs and wonders' include angel feathers, gold dust and diamonds,” Redding Record Searchlight, Redding, Calif. July 15, 2015, http://www.redding.com/news/bethels-signs-and-wonders-include-angel-feathers เข้าชมวันที่14/12/2015; Michael Boehm, “Bill Johnson Exposed 08 Portals Spirit Travel Sozo and Angel Orbs episode 326” Youth Apologetics Training, April 11, 2013, http://www.youthapologeticstraining.com/bill-johnson-exposed-08-portals-spirit-travel-sozo-and-angel-orbs/ เข้าชมวันที่14/12/2015

[6] Bob DeWaay, “An Invasion of Error: A Review of Bill Johnson—When Heaven Invades Earth,” Critical Issues Commentary, Jan/Feb 2013, #124, http://www.cicministry.org/commentary/issue124.pdf, หน้า2, เข้าชมวันที่25/12/2015

[7] Kris Valloton, Facebook page, https://www.facebook.com/kvministries/posts/10152893202998741 เข้าชมวันที่14/12/2016

[8] บิลจอห์นสันเมื่อสวรรค์บุกรุกโลก”, หน้า57.

[9]บิลจอห์นสันเมื่อสวรรค์บุกรุกโลก”, หน้า52.

[10] บิลจอห์นสันเมื่อสวรรค์บุกรุกโลก”, หน้า53.

[11] บิลจอห์นสันเมื่อสวรรค์บุกรุกโลก”, หน้า107.

[12] บิลจอห์นสันเมื่อสวรรค์บุกรุกโลก”, หน้า52-53.

Share this post

Submit to DeliciousSubmit to DiggSubmit to FacebookSubmit to Google BookmarksSubmit to StumbleuponSubmit to TechnoratiSubmit to TwitterSubmit to LinkedIn