Print

การรับใช้ไม่ใช่การวิ่งแข่งระยะสั้น

Written by Stephen Miller on .

บทความนี้ถูกแปลจาก Your Ministry Is Not a Sprint เขียนโดย Stephen Miller แปลโดย Wit Prasompluem


ตอนที่ผมเริ่มงานรับใช้ในวัยหนุ่ม ผมมีใจที่ร้อนรนเต็มที่ มองหาโอกาสในการเติบโตและรับใช้อยู่เสมอ ศิษยาภิบาล (ศบ.) ท่านหนึ่งเข้ามาหาผมโดยขอให้นำการนมัสการทุกวันอาทิตย์ เขาไม่มีค่าตอบแทนหรือแม้กระทั่งนักดนตรี แต่ผมก็มองว่าเป็นโอกาสสำหรับผมในการเรียนรู้การวางแผน ระดมนักดนตรี และนำคริสตจักรในทุกสัปดาห์

แต่ผมก็ไม่ต้องการหยุดอยู่แค่นั้น ผมอยากเป็นผู้รับใช้เต็มเวลา ผมอยากได้สิทธิอำนาจและการยอมรับ และผมเริ่มที่จะเชื่อว่าผมควรจะได้รับตำแหน่ง ค่าตอบแทน และพื้นที่บนเวที ในตอนนั้น ศบ.อาวุโสท่านหนึ่งกล่าวกับผมว่า “ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม คุณจะต้องเติบโตให้มากกว่านี้ก่อน”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผมเจ็บปวดมากจริงๆ แต่เมื่อผมมองย้อนกลับไป ศบ.ท่านนั้นพูดถูกเผ๋งเลย แต่ในตอนนั้นผมหูตามืดบอด ทำให้ผมยังคงดิ้นรนอีกพักใหญ่ในการพยายามพิสูจน์ว่าผมดีพอ ผมวิ่งเต็มสปีดเพื่อให้ได้มาซึ่งคำชมและการยอมรับที่มาพร้อมกับบทเรียนมากมาย ผมเอาหูทวนลมต่อคำแนะนำจากผู้อื่นและพลาดโอกาสที่จะดื่มด่ำความงดงามของเส้นทางแห่งการรับใช้

จากเส้นทางดังกล่าว ผมได้เรียนรู้บทเรียน 5 ประการที่สอนผมว่า การรับใช้คือการวิ่งแข่งมาราธอน และไม่ใช่การวิ่งแข่งระยะสั้น

1. ยอมรับการไม่มีชื่อเสียง

ทำไมเราจึงไม่ได้ยินเกี่ยวกับชีวิตของพระเยซูมากเท่าไหร่นักจนกระทั่งพระเยซูอายุสามสิบปี? ผมเชื่อว่า สาเหตุส่วนหนึ่งก็คือพระคัมภีร์ต้องการสอนเราว่า การไม่มีชื่อเสียงเป็นเรื่องธรรมดา พระเยซูทรงมักจะให้การอัศจรรย์ที่พระองค์ทรงกระทำถูกปิดเป็นความลับ เมื่อฝูงชนมารวมตัวกัน พระองค์ทรงปลีกตัวเองมาใช้เวลาส่วนตัวกับพระบิดา และพระองค์ได้ทรงตักเตือนพวกเราเกี่ยวกับการสำแดงความชอบธรรมของเราต่อหน้าคนอื่นเพื่อให้คนอื่นเห็น

ผมขอฝากถึงผู้นำรุ่นใหม่ทั้งหลายว่า บางครั้งการไม่มีชื่อเสียงอาจเป็นของประทานจากพระเจ้าในยุคที่ความสำเร็จเป็นสิ่งที่คนไม่ค่อยจดจำเท่ากับความล้มเหลว เป้าหมายของการรับใช้ไม่ควรจะอยู่ที่การได้ขึ้นเวทีหรือได้จับไมโครโฟน แต่เราควรที่จะทูลขอพระเจ้าให้พระองค์แต่งตั้งเราเป็นผู้รับใช้ในส่วนงานที่จะเกิดผลได้สูงสุด พระองค์ทรงยกชูผู้ที่ถ่อมใจ ในห้วงเวลาที่ดีที่สุดของพระองค์ ดังนั้นขอให้เราที่จะอดทนรอคอยพระองค์

2. ยอมรับการว่ากล่าวตักเตือน

ในชีวิตคริสเตียน การเติบโตไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ แต่เกิดจากการเชื่อฟังพี่เลี้ยงหรือที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ เมื่อเขาบ่งชี้ข้อผิดพลาดที่เรามองไม่เห็น ในระหว่างการรับใช้ เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพบกับผู้ใหญ่ที่เราไม่เห็นด้วยในหลายเรื่อง มอบหมายให้เราทำในสิ่งที่เราไม่อยากทำ หรือบอกเราเมื่อเราทำไม่ถูก เราเลือกได้ว่าเราจะหาข้อแก้ตัวเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น (ซึ่งจะขัดขวางกระบวนการเติบโตของเรา) หรือเราจะยอมรับการว่ากล่าวตักเตือนว่าเป็นของประทานจากพระเจ้า “คนที่รักคำสั่งสอนก็รักความรู้ แต่คนที่เกลียดคำตักเตือนก็โง่เขลา” (สุภาษิต 12:1)

3. ยอมรับความปกติธรรมดา

เมื่อไม่นานนี้ผมได้พบกับผู้นำการนมัสการวัยหนุ่มท่านหนึ่ง ก่อนการนำนมัสการเขาพูดกับผมด้วยสำเนียงอเมริกันปกติธรรมดา แต่ทันทีที่เขาเริ่มนำการนมัสการ เสียงพูดของเขากลายเป็นสำเนียงแอฟริกาใต้ บรรดาคนที่ได้พูดคุยกับเขาก่อนนำนมัสการต่างก็ตกใจ จากกรณีนี้ดูเหมือนว่า การร้องเพลงและการพูดด้วยสำเนียงธรรมชาติมันไม่เท่และไม่น่าสนใจอีกต่อไปแล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริง พระเยซูมิได้ต้องการให้เราเป็นคนเท่หรือพิเศษแต่อย่างใด พระองค์ทรงใช้คนธรรมดาที่ไม่ได้มีคุณสมบัติพิเศษอะไรในการเปลี่ยนแปลงโลก ฉะนั้น ขอให้คุณยอมรับความเป็นตัวคุณที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดมา แทนที่จะพยายามฝืนตัวเองเป็นคนอื่นหรือไหลตามกระแสความคาดหวังของสังคม เพราะนั่นจะทำให้คุณสูญเสียความชื่นชมยินดีและขาดความเข้าใจที่ชัดเจนว่าพระองค์ทรงเรียกคุณให้รับใช้ในด้านใด

4. ยอมรับการเข้าส่วนในชุมชน

ความเย้ายวนใจของการมี “แฟนคลับ” อันเกิดจากบทบาทสำคัญของคุณในคริสตจักร (ซึ่งทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนพิเศษ) เป็นการทดลองที่สอดคล้องกับสภาพแห่งบาปของเรา เมื่อคุณได้ลิ้มรสชาติของเสียงปรบมือสรรเสริญ มันย่อมง่ายที่คุณจะเสพติดสิ่งนั้น ตรงกันข้ามกับการรับใช้เพื่อแสวงหาแฟนคลับ คือการเข้าส่วนในชุมชน รับใช้คริสตจักรที่สมาชิกอาจจะไม่ได้แสดงความประทับใจในตัวคุณตลอดเวลา แต่มาร่วมกิจกรรมคริสตจักรทุกวันอาทิตย์ และยอมรับในตัวคุณที่บางครั้งอาจรู้สึกเหนื่อย ลืมเนื้อร้อง หรือเล่นดนตรีผิด พวกเขาอาจไม่ใช่แฟนคลับของคุณ แต่มองคุณเป็นสมาชิกคนหนึ่งของ “ครอบครัว” ห่วงใยคุณ ภรรยาของคุณ ลูกของคุณ ประเด็นสำคัญคือ ขอให้คุณเลือกรับใช้คริสตจักรเพื่อเสริมสร้างคริสตจักรและพระเกียรติสิริของพระเจ้า ไม่ใช่เพื่อสร้างแฟนคลับของตัวเอง

5. ยอมรับอัตลักษณ์ในพระคริสต์

ทางเดียวที่เราจะต่อสู้กับความบาปของเราได้ดีที่สุดคือ การตระหนักถึงอัตลักษณ์ของเราในพระคริสต์ มนุษย์ถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้า ได้รับการไถ่บาปโดยพระโลหิต เต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ได้รับสถานะบุตรของพระองค์ ถูกเรียกให้กระทำพันธกิจของพระองค์ และได้รับพระสัญญาถึงการเสด็จกลับมาของพระองค์ เราไม่สามารถสร้างอัตลักษณ์อื่นใดที่จะดีไปกว่านี้อีกแล้ว

หากอยู่ในพระคริสต์แล้ว ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนพิสูจน์ตัวเอง

ผู้นำรุ่นใหม่ทั้งหลาย พระเจ้ารักคุณ คุณไม่มีอะไรต้องทำเพื่อพิสูจน์ตัวเอง พระเยซูคือข้อพิสูจน์ ที่สะท้อนถึงคุณค่าและความสำคัญของคุณได้ดีที่สุด หากคุณยังไม่มั่นใจในคุณค่าของชีวิตคุณ ลองมองย้อนกลับไปที่ไม้กางเขนดูสิ ว่าสิ่งที่พระเยซูได้ทรงกระทำเพื่อท่านนั้นยิ่งใหญ่เพียงใด สุดท้ายนี้ขอให้ผู้อ่านทุกท่านตั้งมั่นอยู่ในความเชื่อและมุ่งไปสู่เส้นชัยแห่งชีวิตนิรันดร์ แต่ขอให้ท่านจดจำไว้ว่า ชีวิตคริสเตียนเป็นการวิ่งแข่งมาราธอน ไม่ใช่การวิ่งแข่งระยะสั้น พระเจ้าได้ทรงเริ่มต้นการดีในชีวิตท่านแล้ว ซึ่งพระองค์จะทรงกระทำให้สำเร็จในที่สุด

Share this post

Submit to DeliciousSubmit to DiggSubmit to FacebookSubmit to Google BookmarksSubmit to StumbleuponSubmit to TechnoratiSubmit to TwitterSubmit to LinkedIn