Print

อ่านหนังสืออย่างไรให้จบภายใน 1 ชั่วโมง

เขียนโดย Kevin Eastman

การอ่านหนังสืออาจจะฆ่าคนให้ตายได้ แน่นอนว่าผมไม่ได้หมายความว่าการอ่านหนังสือฆ่าคนได้จริงๆ แต่หมายถึงมันทำให้คนรู้สึกเหมือนกำลังจะตาย ความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับคนที่ไม่ค่อยอ่านหนังสือเท่านั้น แต่เกิดกับพวกเราทุกคนที่มีใจหิวกระหายในการอ่านและไม่หยุดที่จะเรียนรู้ด้วย

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อนของผมเดินเข้ามาหาผมในที่ทำงานด้วยหน้าตาที่เศร้าสร้อย พร้อมกับบอกผมว่า เขาอาจจะต้องลาออกจากโรงเรียนพระคริสตธรรมแล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่า เขาไม่สามารถอ่านหนังสือตามที่ได้รับมอบหมายได้ทัน ผมรู้ว่าอะไรจะช่วยเขาได้ ผมจึงขอนัดทานอาหารกลางวันกับเขาในอีกสองสามวันถัดมา

หลายปีที่ผ่านมา ผมได้เห็นอย่างชัดเจนว่าผมติดอยู่กับวิธีการอ่านหนังสือแบบเดิมๆที่น่าเบื่อ พวกเราเคยเรียนวิชาการอ่านสมัยที่อยู่ชั้นประถมและมัธยมต้น แต่เมื่อเราขึ้นมัธยมปลายและมหาวิทยาลัยไม่มีใครพูดถึงวิธีการอ่านหนังสืออีกต่อไป ดังนั้นถึงแม้ว่าปริมาณคำศัพท์ที่เรารู้จะเพิ่มมากขึ้น หรือเราอาจจะอ่านหนังสือได้เร็วขึ้น แต่ทว่าวิธีการอ่านของเรายังคงเป็นเหมือนเดิม

Print

อาจารย์ Peter Christ รีดเงินจากพี่น้องคริสเตียนที่ภาคเหนือ

เมื่อเดือนกันยายน 2014 ที่ผ่านมา อาจารย์ Peter Christ (ชื่อจีน: 許榮彰: ) นักเทศน์ฟื้นฟูชาวไต้หวันได้มาสัญจรประกาศตามคริสตจักรต่าง ๆ ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเนหือ และกรุงเทพ ของไทย ท่านได้รับการเจิ่มจาก อาจารย์เบนนี ฮินน์ (Benny Hinn) เมื่ออายุ 18 ปี และเป็นผู้ประกาศพระกิตติคุณแห่งความเจริญรุ่นเรือง (Prosperity Gospel) ตามแบบของ ฮินน์

 
Print

แนวทางการพิจารณาเรื่องการสอนผิด-เทียมเท็จในคริสตจักร

บทความข้างล่างนี้ถูกเขียนโดย คณะกรรมการศาสนศาสตร์ของกปท.

 

แนวทางในการพิจารณาว่าบุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือ กลุ่มใด สอนผิดหรือมีการสอนเทียมเท็จ นั้นดูได้จากแนวทางการปฏิบัติหรือความเชื่อของบุคคลหรือกลุ่มนั้นที่แสดงออก ซึ่งเป็นที่สังเกตได้ดังนี้

1. คำสอนหรือความเชื่อเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์

  1. เขาเหล่านั้นมีความเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าและองค์พระผู้เป็นเจ้า และพระองค์เป็นแหล่งความรอดเดียวหรือไม่?
  2. การสอนเทียมเท็จจะมีการเพิ่มเติมสิ่งอื่นที่เท่าเทียมเข้ามาควบคู่กับสิทธิอำนาจของพระเยซู
  3. มีรูปแบบพิธีกรรม หรือ ลักษณะการแสดงออกในที่ประชุม ที่แตกต่างจากแนวปฏิบัติหรือการนมัสการทั่วไปของคริสตจักร และให้ความสำคัญกับพิธีกรรมเหล่านั้นเท่าเทียมกับ พระคริสต์
  4. บางครั้งอำนาจหรือความสำคัญ ที่เท่าเทียมพระคริสต์เหล่านี้ออกมาในรูปแบบของกฎ ข้อบังคับ หลักข้อเชื่อที่ตั้งขึ้น หรือมีผู้นำที่มีสิทธิอำนาจเท่าเทียมกับพระคริสต์
  5. หรืออีกนัยหนึ่งเขาจะบอกว่าเชื่อพระคริสต์ในฐานะพระผู้ช่วยให้รอด แต่จะมีการเพิ่มเติมว่า ผู้เชื่อต้องการ หรือ ต้องมีสิ่งอื่นๆ อีกความรอดที่มีอยู่ถึงจะสมบูรณ์ และจะทำให้มีความมั่นใจในการไปสวรรค์
  6. คำสอนเทียมเท็จจะสอนว่าความรอดมาทางพระเยซูคริสต์ แต่จะต้องเพิ่มบางสิ่งบางอย่างที่เฉพาะเขาหรือกลุ่มของเขาเท่านั้นที่สามารถหยิบยื่นหรือจัดหาให้ได้
  7. บางกลุ่มจะไม่ให้ความสำคัญกับพระเยซูคริสต์เลย มีแต่เพียงการยกย่องผู้นำเทียมเท็จเท่านั้น ถ้ามีการกล่าวถึงพระคริสต์ก็เพียงเพื่อสนับสนุนคำสอนหรือสิทธิอำนาจของตนเอง
  8. เขายกย่องให้ผู้ฟัง หรือสาวก ติดตามพระเยซู หรือตัวของเขาหรือคณะของเขามากกว่า?
Print

คำสอนเทียมเท็จของ “ข่าวประเสริฐแห่งความเจริญรุ่งเรือง” (Prosperity Gospel)

บทความข้างล่างนี้ถูกเขียนโดย คณะกรรมการศาสนศาสตร์ของกปท.

สารบัญ : คำนำ - บทความคำสอนเทียมเท็จ - แนวทางการพิจารณาเรื่องการสอนผิด-เทียมเท็จในคริสตจักร

คำนำ

คำสอนเทียมเท็จหรือคำสอนผิดมีอยู่ตั้งแต่สมัยของพระเยซูและคริสตจักรในยุคแรก

ครั้งหนึ่งพระเยซูเองได้กล่าวเตือนสาวกของพระองค์ไว้ดังนี้ว่า

 “และในเวลานั้น ถ้าผู้ใดจะบอกพวกท่านว่า ‘แน่ะ พระคริสต์อยู่ที่นี่’ หรือ ‘แน่ะ อยู่ที่โน่น’ อย่าได้เชื่อเลย  ด้วยว่าจะมีพระคริสต์เทียมเท็จและผู้ทำนายเทียมเท็จหลายคนเกิดขึ้น ทำหมายสำคัญและการมหัศจรรย์ เพื่อล่อลวงผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรแล้วให้หลง ถ้าเป็นได้   แต่ท่านทั้งหลายจงระวังให้ดี ดูเถิด เราได้บอกท่านทั้งหลายไว้ก่อนแล้ว”  (มาระโก 13:21-23)
และอัครสาวกเปโตรได้เตือนคริสตจักรในเวลานั้นไว้เช่นกันว่า

 “แต่ว่าได้มีคนที่ปลอมตัวเป็นผู้เผยพระวจนะเกิดขึ้นในชนชาตินั้น เช่นเดียวกับที่จะมีผู้สอนผิดเกิดขึ้นในพวกท่านทั้งหลาย ซึ่งจะลอบเอามิจฉาลัทธิอันจะให้ถึงความพินาศเข้ามาเสี้ยมสอน จนถึงกับปฏิเสธองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ได้ทรงไถ่เขาไว้ ซึ่งจะทำให้เขาพินาศโดยเร็วพลัน  จะมีคนหลายคนประพฤติชั่วตามอย่างเขาและเพราะคนเหล่านั้นเป็นเหตุ ทางของสัจจะจะถูกกล่าวร้าย  และด้วยใจโลภเขาจะกล่าวตลบแตลงค้ากำไรจากท่านทั้งหลาย การลงโทษคนเหล่านั้นที่ได้ถูกพิพากษานานมาแล้วจะไม่เนิ่นช้า และความวิบัติที่จะเกิดกับเขาก็หาสลายไปไม่” (2 เปโตร 2.1-3)

ดังนั้นคริสตจักรและผู้นำในปัจจุบันควรตระหนักและตื่นตัวในเรื่องนี้ให้มากยิ่งขึ้น  เพราะปัจจุบันมีคำสอนที่ผิดแปลกไปจากคำสอนที่คริสตจักรยุคแรกได้เชื่อและสั่งสอนสืบทอดกันมามากขึ้นเรื่อย ๆ  ปัจจุบันคำสอนที่ขัดแย้ง หรือปราศจากข้อสนับสนุนจากพระคัมภีร์เป็นสิ่งที่อันตรายและทำลายพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์  คำสอนเหล่านี้บางครั้งปรากฏเพียงครั้งเดียวและไม่สามารถยืนยันจากที่อื่น ๆ ได้ หรือยิ่งไปกว่านั้นคำสอนผิดเหล่านี้ยังขัดแย้งกับคำสอนในเรื่องเดียวกัน ในตอนอื่น ๆ ของพระคริสตธรรมคัมภีร์

บทความจากคณะกรรมการศาสนศาสตร์ของกปท.ข้างล่าง  จึงเป็นการจุดประกายที่สำคัญอันเนื่องจากการที่คริสตจักรของพระเจ้าตระหนักถึงความสำคัญในการเผชิญหน้ากับคำสอนผิด และผู้ที่นำคำสอนผิดมาเผยแพร่ ทั้งนี้มุ่งให้คริสตจักรยืนหยัดในความเชื่อที่ถูกต้องตามพระวจนะของพระเจ้า อันเป็นสิทธิอำนาจที่สูงสุดของคริสตจักร                                                           

Print

ทำไมผู้นำมักจะเป็นนักอ่าน

โดย Kevin Eastman


ผู้นำมักจะเป็นนักอ่านเสมอ พวกเขาไม่ได้อ่านหนังสือแบบพอเป็นพิธี คนที่ต้องการนำคนอื่นให้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่นั้นจะต้องตระหนักถึงความจำเป็นที่พวกเขาจะต้องเรียนรู้และเติบโตขึ้น ปัญหาอยู่ที่ว่าคนส่วนมากล้วนแต่ต้องการเรียนรู้และเติบโตขึ้น แต่พวกเขาไม่ได้ยอมที่จะทุ่มเททำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเขาจะไปถึงเป้าหมาย

หนังสือชีวประวัติของประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ที่ผมได้อ่านไปเล่มล่าสุดนั้น ได้พูดถึงเรื่องจำนวนหนังสือที่เขาอ่านในแต่ละปี ในปีสุดท้ายที่เขาทำงานในสำนักงานของเขา ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช อ่านหนังสือประมาณ 100 เล่ม แต่ก็ยังแพ้ที่ปรึกษาอาวุโสคนหนึ่งของเขาที่มีชื่อว่า คาร์ล โรฟ ที่เอาชนะเขาไปด้วยการอ่าน 125 เล่มในปีนั้น

พวกเขาอ่านหนังสือมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร ประธานาธิบดีบุชมีตารางการทำงานที่ยุ่งมาก และเขาก็ไม่สามารถที่จะนอนดึกแล้วตื่นสายในวันถัดไปได้ แต่ผมกลับคิดว่าคำตอบอยู่ที่ เขามีวิธีอ่านหนังสืออย่างไรมากกว่า เขามีเวลามากแค่ไหนในการอ่าน

Print

รายงานเรื่อง เบนนี ฮินน์ ต่อคริสตจักรไทย

รายงานเรื่อง เบนนี ฮินน์ (Benny Hinn) ต่อคริสตจักรไทย

กรกฎาคม 2012

 

“และด้วยใจโลภเขาจะกล่าวตลบตะแลงค้ากำไรจากท่านทั้งหลายการลงโทษคนเหล่านั้นที่ได้ถูกพิพากษานานมาแล้วจะไม่เนิ่นช้าและความวิบัติที่จะเกิดกับเขาก็หาสลายไปไม่”

2 เปโตร2:3

โดย

ศจ. คาร์ล ดาห์เฟรด

ศจ. ดร. มนตรี วิสเซอร์


นักเทศน์ที่มีชื่อเสียงจากตะวันตกเมื่อเดินทางมาทำการประกาศที่ประเทศไทยก็สามารถดึงดูดคนเข้าร่วมได้มาก นักเทศน์เหล่านี้มีประวัติการทำงานยาวนานและเป็นที่รู้จักกันดีในประเทศของตน แต่ในประเทศไทย มีน้อยคนที่รู้จักคนเหล่านี้ พวกเขาเป็นคนดีหรือเลว? พวกเขานำพระพรมาหรือสอนผิด เป็นเรื่องยากที่จะรู้ได้

รายงานสั้น ๆ นี้เป็นรายงานเกี่ยวกับเบนนี ฮินน์ ซึ่งกำลังจะเดินทางมากรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 11-12 กันยายน 2012

เบนนี ฮินน์ คือใคร?

ประวัติการรับใช้

เบนนี ฮินน์ อ้างว่าจุดเปลี่ยนชีวิตของเขาเกิดขึ้นในปี 1973 ขณะที่เขายังเป็นวัยรุ่น และได้รับมอบหมายให้ดูแลสตรีร่างกายไม่สมประกอบคนหนึ่ง ระหว่างการเดินทางไปร่วมประชุมการรักษาโรคของแคธรีน คุลแมน เบนนี กล่าวว่าเขาได้เห็นหญิงผู้นั้นได้รับการรักษา อาการเจ็บปวดได้หายไป และขาของเธอก็ “ไม่บิดเบี้ยว” อีก

หลังจากเหตุการณ์นั้น เบนนี ฮินน์ ได้กลายเป็นนักเทศน์ และผู้จัดการประชุมเพื่อการรักษาโรค เขาได้อ้างถึงการอัศจรรย์หลายอย่าง แต่ก็ยากที่จะยืนยันได้ บางครั้งก็ดูเหมือนว่าเขาได้แต่งเรื่องราวเหล่านั้นขึ้นเอง ตัวอย่างเช่น ฮินน์อ้างว่า ในปี1976 เขาได้เทศนาที่โรงเรียนคาธอลิคสำหรับหญิงล้วนแห่งหนึ่งในกรุงเยรูซาเล็ม และ “เด็กหญิงทุกคน รวมทั้งนางชีทั้งหมดได้รับความรอด” ในกรุงเยรูซาเล็มมีโรงเรียนคาธอลิคสำหรับเด็กหญิงเพียงแห่งเดียวเท่านั้น คือ วิทยาลัยสตรีชมิดช์ ผู้ทำการตรวจสอบเรื่องนี้ได้สัมภาษณ์นางชีผู้ประจำการอยู่ที่นั่นในปี 1976 รวมทั้งบาทหลวงดูซินด์ ผู้รับผิดชอบงานศาสนกิจทั้งหมดของวิทยาลัยมาตั้งแต่ปี 1955 และท่านได้ตอบคำถามนี้ว่า “มันเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ เรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นเลย เพราะว่าไม่มีทางที่เราจะยอมให้นักเทศน์โปรแตสแตนท์ หรือ นักเทศน์ที่เชื่อเรื่องการอธิษฐานรักษาโรคมีโอกาสเขามาสั่งสอนเด็ก ๆ ของเราอย่างเด็ดขาด”  

ปี 1979 เบนนี ฮินน์ ได้ย้ายไปอยู่ที่ออรันโด รัฐฟลอริด้า สหรัฐอเมริกา และในปี 1983 เขาได้ก่อตั้ง “ออรันโด คริสเตียน เซนเตอร์” ปลายทศวรรตที่ 1980 เขาเริ่มจัดประชุมเพื่อการรักษาโรคทั่วอเมริกา และในต่างประเทศด้วย ในการประชุมเหล่านั้น ฮินน์บอกว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ตรัสกับเขาโดยตรงและคนเจ็บป่วยที่เขากล่าวถึงอย่างเจาะจงนั้นได้รับการรักษาให้หาย เขากลายเป็นนักเทศน์ที่น่าสนใจติดตาม ผู้คนจำนวนมากมาร่วมในการประชุมของเขาด้วยหวังว่าจะรับการรักษาโรคให้หายได้ สำนักข่าวของอเมริกันสองแห่งได้ทำการสอบสวนเรื่องนี้และพบว่าไม่มีสักคนหนึ่งที่ได้รับการรักษาจากการจัดประชุมของเขา และในทางตรงกันข้ามบางคนได้เสียชีวิตจากโรคภัยที่น่าจะได้รับการรักษาด้วย เมื่อมีคนสอบถามถึงเรื่องการรักษาที่ล้มเหลวนี้ เขากลับหลีกเลี่ยงคำถาม หรือไม่ก็ให้สัญญาว่าในอนาคตเขาจะทำให้ดีกว่าเดิม แต่เขาก็ยังคงทำทุกอย่างเหมือนเดิมโดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย    

ทุกวันนี้ เบนนี ฮินน์ เดินทางไปทั่วด้วยเครื่องบินส่วนตัว จัดการประชุมสำหรับการอัศจรรย์ และใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยด้วยเงินถวายที่ได้จากการจัดประชุมต่าง ๆ