Print

ฤทธานุภาพของพระวิญญาณในชีวิตจริง

ปัจจุบันนี้มีคริสเตียนจำนวนไม่น้อยที่อยากมีประสบการณ์กับฤทธานุภาพของพระวิญญาณบริสุทธิ์  แต่จะมีกี่คนที่เข้าใจเรื่องฤทธานุภาพของพระวิญญาณอย่างถ่องแท้ได้? เมื่อเราเต็มด้วยพระวิญญาณอย่างแท้จริงแล้วจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิตของเรา? มีข้อสงสัย และข้อถกเถียงกันอยู่เสมอในประเด็นนี้  แต่เราหมดข้อกังขาได้แล้ว เพราะอัครทูตเปาโลสอนเราในพระธรรมเอเฟซัส 3:14-21 ว่าฤทธานุภาพที่มาจากพระวิญญาณนั้นเป็นอย่างไร และเกิดผลอะไรบ้างในชีวิตของผู้เชื่อ  อาจารย์เปาโลได้อธิษฐานเผื่อพี่น้องคริสตจักรเอเฟซัสให้พระวิญญาณเกิดผลในชีวิตพวกเขา ดังต่อไปนี้ คือ 

  • “พระคริสต์จะสถิตในใจของท่านโดยทางความเชื่อ”(ข้อ 17)
  • “ท่านหยั่งรากและตั้งมั่นคงในความรัก”(ข้อ 17)
  • “สามารถหยั่งถึงความรักของพระคริสต์ว่ากว้างยาวสูงลึกปานใด”(ข้อ 18)
  • “ซาบซึ้งในความรักนี้ซึ่งเหนือกว่าความรู้”(ข้อ 19)
  • “ท่านบริบูรณ์ด้วยความสมบูรณ์ทั้งสิ้นของพระเจ้า”(ข้อ 19)
  • “พระเกียรติสิริมีแด่พระองค์ในคริสตจักรและในพระเยซูคริสต์” (ข้อ 21)

สรุปได้ว่าฤทธานุภาพของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อาจารย์เปาโลต้องการจะเห็นนั้นคือ  พระวิญญาณทรงฤทธานุภาพในการเสริมสร้างพี่น้องคริสเตียนให้ซาบซั้งในความรักของพระคริสต์ และแสดงความรักของพระองค์ผ่านไปถึงซึ่งกันและกัน เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เกิดผลอย่างนี้ในชีวิตของพี่น้องคริสเตียนแล้ว   ก็เป็นข้อพิสูจน์ ถึงฤทธานุภาพของพระวิญญาณบริสุทธิ์  และพระเกียรติสิริของพระองค์จะประจักษ์แจ้งให้ทุกคนได้เห็น

“14ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงคุกเข่าลงต่อหน้าพระบิดา 15ผู้ทรงเป็นที่มาของนามแห่งตระกูลทั้งมวลของพระองค์ในสวรรค์และในแผ่นดินโลก 16ข้าพเจ้าอธิษฐานว่าจากความไพบูลย์อันทรงเกียรติสิริของพระองค์ขอให้พระองค์ทรงทำให้ท่านเข้มแข็งขึ้นด้วยฤทธานุภาพผ่านทางพระวิญญาณของพระองค์ที่อยู่ภายในท่าน 17เพื่อพระคริสต์จะสถิตในใจของท่านโดยทางความเชื่อและข้าพเจ้าอธิษฐานว่าเมื่อท่านหยั่งรากและตั้งมั่นคงในความรักแล้ว 18ตัวท่านพร้อมกับประชากรทั้งหมดของพระเจ้าจะได้สามารถหยั่งถึงความรักของพระคริสต์ว่ากว้างยาวสูงลึกปานใด 19และซาบซึ้งในความรักนี้ซึ่งเหนือกว่าความรู้เพื่อท่านจะบริบูรณ์ด้วยความสมบูรณ์ทั้งสิ้นของพระเจ้า20บัดนี้ขอเทิดพระเกียรติพระองค์ผู้ทรงสามารถกระทำเกินกว่าที่เราจะทูลขอหรือคาดคิดได้ตามฤทธานุภาพของพระองค์ซึ่งกระทำการอยู่ภายในเรา 21ขอพระเกียรติสิริมีแด่พระองค์ในคริสตจักร และในพระเยซูคริสต์ตลอดทุกชั่วอายุสืบ ๆไปเป็นนิตย์! อาเมน” (เอเฟซัส 3:14-21)

 

bonfire flames

Print

ความหมายแท้ของคำว่า เรมา (Rhema)

ปัจจุบันนี้มีคริสเตียนบางกลุ่มนิยมเน้นใช้คำว่า “เรมา” (rhema) อย่างมาก โดยอ้างว่า “เรมา” คือถ้อยคำที่ผู้นำได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้า ถือเป็นสิทธิอำนาจสูงสุด หรือ เป็นวิธีการเปิดเผยของพระเจ้าที่ให้แก่ผู้นำโดยตรง แต่ข้อเท็จจริงก็คือ เราต้องถามตัวเราเองก่อนว่า ความหมายแท้จริงของคำว่า “เรมา” ตามพระคริสตธรรมคัมภีร์คืออะไร? มีความหมายตามที่บางกลุ่มได้อ้างหรือไม่? 

ในบทความข้างล่างนี้ ศจ.ดร. เสรี หล่อกัณภัย เลขาธิการสมาคมพระคริสตธรรมใทยได้อธิบายความหมายของคำว่า “เรมา” (rhema) ตามที่ใช้ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ โดยอ้างอิงจากต้นฉบับภาษากรีก

Print

พระคัมภีร์เพียงพอสำหรับชีวิตคริสเตียนจริงหรือ?

ในปัจจุบันนี้ ถ้าคุณเดินเข้าไปในคริสตจักรอีแวนเจลิคอลหรือคริสตจักรเพนเทคอส คุณแทบจะไม่พบศิษยาภิบาลหรือผู้นำคริสตจักรคนไหนที่จะปฏิเสธสิทธิอำนาจของพระคัมภีร์ สิทธิอำนาจของพระคัมภีร์นั้นได้เป็นรากฐานความเชื่ออันเข้มแข็งในคริสตจักรโปรแตสแตนท์ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 หลังจากที่นักปฏิรูปศาสนาอย่างเช่น มาร๋ติน ลูเธอร์ และ จอห์น คาลวิน ได้ย้ำเตือนอีกครั้งถึงสิทธิอำนาจของพระคัมภีร์ที่ต้องอยู่เหนือคำสอนของสันตะปาปาและธรรมเนียมต่างๆของคริสตจักร พวกเขาเชื่อใน Sola Scriptura ซึ่งเป็นสำนวนภาษาละติน ที่มีความหมายว่า “พระคัมภีร์เท่านั้น” พระคัมภีร์เท่านั้นที่มีสิทธิอำนาจและมีความเพียงพอสำหรับการสอนและการนำในการดำเนินชีวิตคริสเตียน

อย่างไรก็ตาม เรื่องสิทธิอำนาจของพระคัมภีร์นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ Sola Scriptura เท่านั้น อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญใน Sola Scriptura ก็คือ การที่พระคัมภีร์เพียงพอสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อและการดำเนินชีวิตคริสเตียน คริสตจักรหลายแห่งอาจจะยืนยันถึงสิทธิอำนาจสูงสุดของพระคัมภีร์ แต่ถ้าคุณมองที่เนื้อหาของคำเทศนาของคริสตจักรบางแห่งแล้ว จะเห็นว่า พระคัมภีร์ไม่ได้เป็นศูนย์กลางหรือเป็นส่วนสำคัญในเนื้อหาคำเทศนาเลย เนื้อหาสำคัญของคำเทศนาคือ เรื่องเล่าจากชีวิตประจำวัน หลักจิตวิทยา, เทคนิคในการจัดการเรื่องต่าง ๆ ,เคล็ดลับในการดำเนินชีวิต คำพยากรณ์สดที่นัำกเทศนาพึ่งได้รับจากพระวิญญาณ หรือ เป็นถ้อยคำแห่งความรู้ แล้วแต่ว่าขณะที่นักเทศน์เตรียมคำเทศนาในคืนวันเสาร์จะมีความคิดอะไรที่รู้สึกว่าจะดึงดูดใจผู้ฟัง พระคัมภีร์ได้กลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการให้คำปรึกษา และถูกนำไปใช้ในการสนับสนุนความคิดที่ได้มาจากแหล่งอื่น สำหรับนักเทศน์หลายๆท่าน พระคัมภีร์เป็นแค่เพียงที่มาของแรงบันดาลใจและใช้พระคัมภีร์ในการเริ่มต้นเทศนาเท่านั้น แต่ทิศทางและเนื้อหาของคำเทศนาไม่ได้ถูกกำหนดโดยพระคัมภีร์เลย ไม่มีใครออกมาพูดอะไรในเรื่องนี้แต่เหมือนกับว่าทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าการที่จะสอนแต่พระคัมภีร์นั้นไม่เพียงพอสำหรับการช่วยคนให้เติบโตขึ้นในพระคริสต์หรือช่วยให้เขาสามารถเผชิญกับอุปสรรคต่างๆในโลกสมัยใหม่นี้ได้

Print

เรื่องน่าเป็นห่วงในคำสอนของบิล จอห์นสัน (Bill Johnson)

เนื่องจากอาจารย์ Bill Johnson เป็นวิทยากรหลักในงานฟื้นฟู Revive Asia ระหว่างวันที่ 8-10 ม.ค. 2016 เราซึ่งนั่งอยู่ในคณะกรรมการศาสนศาสตร์ของกปท รู้สึกเป็นห่วง จึงได้ร่างเอกสาร (เป็นการส่วนตัว) ที่แนบไว้ เพื่อจะเตือนพี่น้องคริสเตียนไทยให้ได้รับทราบข้อมูลสำคัญในเรื่องคำสอนที่ผิดเพี้ยนของอาจารย์ Bill Johnson ขอพี่น้องอ่านและพิจจารณาในการเข้าร่วม ทั้งนี้ทางกลุ่มของเรามีประเด็นที่เราห่วงใยหลายประเด็นเช่น พื้นฐานความเชื่อเกี่ยวกับอนาคตศาสตร์ ความจำเป็นของการสำแดงการอัศจรรย์และอำนาจที่มากับความเชื่อ ความสับสนเกี่ยวกับพระกิตติคุณ และความเป็นมนุษย์ของพระเยซู แต่เพราะความจำกัดทางด้านเวลา เราจึงสามารถระบุรายละเอียดได้เพียงประเด็นเดียว นั่นก็คือ “ประสบการณ์สำคัญกว่าพระคัมภีร์” กรุณาแชร์ต่อถ้าท่านเห็นด้วยกับบทความนี้

~ ศจ.ดร. รุ่ง เริงสันติ์อาจิณ ~ ศจ.ดร. เสรี หล่อกัณภัย ~ ดร. ชัยวัฒน์ ชาวเมืองแมน
~ ศจ.ดร. นที ตันจันทร์พงศ์ ~ ศจ. Karl Dahlfred ~ อ. ยินดี จัง

เนื่องจากอาจารย์ Bill Johnson เป็นวิทยากรหลักในงานฟื้นฟู Revive Asia ระหว่างวันที่ 8-10 .. 2016 ซึ่งคริสตจักรหลายคณะทั่วไทยได้รับเชิญให้มาร่วมจึงเห็นสมควรที่พี่น้องคริสเตียนไทยที่จะเข้าร่วมได้รับทราบข้อมูลสำคัญในเรื่องคำสอนที่ได้จากอาจารย์ Bill Johnson ผู้ซึ่งไม่เป็นที่รู้จักในคริสตจักรไทยก่อนหน้านี้

ตามเว็บไซต์ของผู้จัดงาน Revive Asia ได้แนะนำประวัติโดยย่อของอาจารย์ Bill Johnson ไว้ดังนี้

บิลจอห์นสันศิษยาภิบาลอาวุโสคริสตจักรเบธเอลซึ่งเป็นคริสตจักรที่มีประสบการณ์การในการพบกับพระเจ้าอย่างเหนือธรรมชาติเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติการอัศจรรย์เกิดขึ้นจนถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาและที่ประชุมมีความตื่นเต้นร้อนรนที่จะเติบโตขึ้นในฝ่ายวิญญาณอยู่เสมอคริสตจักรเบธเอลมีสมาชิกโดยประมาณ 1,500 คนรวมถึงมีหลักสูตรสร้างผู้รับใช้ที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางที่ชื่อว่า School of Supernatural Ministry

บิลเป็นผู้นำเครือข่ายคริสตจักรต่างๆที่มีจุดประสงค์ร่วมกันที่จะเห็นการฟื้นฟูระดับโลกที่จะส่งผ่านออกไปยังผู้คนในรุ่นต่อๆไปบิลได้เขียนหนังสือมากมายหลายเล่มรวมถึงหนังสือที่ชื่อว่าเมื่อสวรรค์บุกรุกโลกที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยและท่านได้เดินทางไปทั่วโลกในฐานะวิทยากรฟื้นฟูในการประชุมสัมมนาต่างๆ

เตรียมพร้อมที่จะได้พบกับพระเจ้าในความสดใหม่อย่างที่คุณจะคาดไม่ถึงร่วมเรียนรู้และเข้าใจหลักการแห่งอาณาจักรของพระเจ้าเพื่อคุณจะพบกับความจริงที่ว่าสวรรค์นั้นคือวิถีชีวิตของคุณไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องรอคอยเพียงในอนาคตและเมื่อคุณได้เข้ามาพบกับพระเยซูแบบหน้าต่อหน้าและได้รับการเปลี่ยนแปลงในทุกด้านโดยพระสิริของพระองค์คุณจะได้ค้นพบว่าการทำพันธกิจที่แท้จริงคือการยอมให้พระสิริของพระเจ้าที่อยู่ในคุณนั้นไหลล้นออกไปยังทุกสถานการณ์ของชีวิตเมื่อนั้นพันธกิจของคุณจะกลายเป็นสวรรค์บนแผ่นดินโลกอย่างแท้จริง!”[1]

Bill Johnson speaking at the More conference, CCCW in Melbourne, Australia (Credit: natebailey)เรื่องราวต่างๆที่กล่าวถึงบิลจอห์นสันนั้นดูดีและน่าจะเป็นพระพรแต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ได้พบในคำสอนของท่านตามที่ปรากฏในหนังสือที่ท่านเขียนนั้นมีบางอย่างที่ไม่สอดคล้องกับคำสอนของพระคัมภีร์ทำให้มีความห่วงใยต่อผู้ฟังบางคนที่อาจจะรับฟังโดยไม่ได้แยกแยะว่าสิ่งไหนควรจะระมัดระวังหรือสิ่งไหนคือสิ่งที่ถูกต้องตามคำสอนของพระคัมภีร์ดังนั้นจึงขอนำเสนอให้ผู้ที่จะไปฟังคำสอนของท่านได้ทราบว่าหากได้ยินคำสอนลักษณะนี้  ผู้ฟังควรจะใช้วิจารณญาณของตัวเองให้ดีว่าเป็นคำสอนที่ถูกต้องหรือไม่ตัวอย่างคำสอนที่เราคิดว่าจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือ

Print

จำนวนสมาชิก ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ความสำเร็จของคริสตจักร

การมีคริสตจักรใหญ่โตไม่ได้เป็นบทพิสูจน์ความสำเร็จเสมอไป คนมาเข้าโบสถ์ด้วยสาเหตุต่างกันมากมาย ซึ่งบางครั้งอาจไม่เกี่ยวข้องกับพระกิตติคุณเลยก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น อยากได้ประสบการณ์แปลกใหม่ ตื่นเต้น ต้องการรับการรักษาโรค (แต่กลับไม่รู้จักพระเจ้าผู้บริสุทธิ์) บางคนชอบเข้ามาฟังคำเทศนาเยินยอของนักเทศน์ หรือ บางคนเข้าโบสถ์ เพราะรู้สึกว่าได้ร่วมทำกิจกรรมที่มีชีวิตชีวา  โดยลืมว่า การเป็นคริสเตียนแท้นั้น คือ การกลับใจจากบาป รับการชำระด้วยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ และตั้งใจดำเนินชีวิตในทางแห่งความชอบธรรม เป็นคนสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า และต่อสังคม

ความจริงแล้ว การมีคริสตจักรใหญ่โต ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรเลย...เป็นการดีที่คนจำนวนมากจะเข้ามาในคริสตจักรของพระเจ้า แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พระเยซูคริสต์ และคำสอนถูกต้องตามพระคัมภีร์...พระเยซูไม่เคยชมคน เพราะสิ่งใหญ่โต แต่พระองค์ชมเชยคนสัตย์ซื่อ "เจ้านายของเขาตอบว่า 'ดีมาก เจ้าเป็นบ่าวที่ดีและสัตย์ซื่อ!" (มัทธิว 25:23)

Print

การดูดศพคืออะไร? (What is Grave Sucking?)

บทความนี้ถูกแปลจาก What is Grave Sucking? เขียนโดย ไมเคิล โบห์ม (Michael Boehm) เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2014  คำแปลนี้ถูกโปสต์โดยรับอนุญาติจากผู้เขียน

คุณเคยได้ยินเรื่องการดูดศพไหม

คำสอน พระวจนะแห่งคำเชื่อ (Word of Faith) ของพวกแคริสเมติก จะบ้าบอไปได้มากกว่านี้ไหม คำสอนใหม่ของพวกคริสเตียนโรคจิตของคริสเตียนกลุ่มนี้มีชื่อเรียกกันว่า การดูดศพ

ครั้งแรกที่ผมได้ยินคำว่า การดูดศพ ผมคิดว่าเป็นการพูดเล่น คงจะไม่มีอ้ายงั่งหน้าไหนเชื่อเรื่องพรรณ์นี่กันแน่ แต่คุณเข้าใจผิด การดูดศพหรือคว้าของประทานศพเป็นความเชื่อและพฤติกรรมการดูดของประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์จากกระดูกซากศพ อันเป็นคำสอนของคริสเตียนที่ว่า เมื่อคนที่มีของประทานของพระวิญญาณเสียชีวิตลงไป ของประทานหรือภารกิจได้ตายตามคน ๆ นั้นไปด้วย พูดง่าย ๆ ก็คือ พันธกิจพระเจ้าของผู้เชื่อคนนั้นถูกบั่นทอนลงเมื่อตายไป

"ยังมีบรรดาการเจิม บทบาทฝ่ายวิญญาน การสำแดง และความลี้ลับ ต่างๆ ที่อยู่มาจนทุกวันนี้โดยไม่มีการนำมาใช้  ณ.ที่นั้นๆซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกทิ้งเอาไว้ เนื่องจากชนรุ่นซึ่งดำเนินในสิ่งเหล่านี้ไม่เคยส่งทอดมันต่อไป.  ผมเชื่อว่า เป็นไปได้ที่เราจะรื้อฟื้นมิติต่างๆแห่งการเจิม มิติต่างๆแห่งความเข้าใจ และมิติต่างๆของพระเจ้าที่ได้ถูกปล่อยทิ้งไว้ มานับหลายทศวรรษ  แค่โดยการเลือกที่จะนำสิ่งเหล่านี้กลับคืนมา และสืบทอดต่อไปสำหรับชนรุ่นต่อๆไปในอนาคต" - บิล จอห์นสัน (Bill Johnson)

บางที คริสเตียนคนนั้นอาจจะมีของประทานการรักษาโรค บางที คน ๆ นั้นอาจจะเป็นอัครทูต ผู้พยากรณ์ หรือนักประกาศ ซึ่งหมายความว่า คนเหล่านี้ต้องมีของประทานที่ว่าจริง ซึ่งผมก็ยังมีข้อสงสัยอยู่มาก แต่เอาล่ะ ความเชื่อที่ว่าคือ บัดนี้ แผนการของพระเจ้าและการทรงเจิมต้องหยุดชะงักลง แล้วพระเจ้าจะแก้ไขปัญหาและทำให้แผนการของพระองค์ดำเนินต่อได้อย่างไร