Print

เหตุที่มิชชันนารีไม่อาจกลับบ้านได้อีก (Why Missionaries Can Never Go Home Again)

Written by Karl Dahlfred on .

เขียนโดย Karl Dahlfred

แปล & เรียบเรียงโดย วัลลภาอรุโรทยานนท์

 

เมื่อมิชชันนารีใหม่ออกจากบ้านเดินทางไปทำพันธกิจของพระเจ้าครั้งแรกในต่างแดนคุณก็ยังรู้ชัดเจนว่าบ้านของตนนั้นอยู่ที่ไหนนั่นก็คือบ้านที่คุณเพิ่งจากมา เป็นบ้านที่คุณได้เติบโตขึ้นเป็นที่ ที่คุณได้รับการศึกษาและได้สร้างสัมพันธภาพแน่นแฟ้นกับพี่น้องในคริสตจักร

หากแต่เมื่อคุณไปอยู่ต่างแดนนานพอควรแล้วความรู้สึกแปลกแยกก็เกิดขึ้น

คุณจะเริ่มรู้สึกว่าบ้านของคุณนั้นไม่เหมือน “บ้าน” ที่เคยรู้จักอีกต่อไป  เมื่อ “กลับบ้าน” แล้ว แม้จะพบผู้คนและได้เห็นสถานที่ที่คุ้นเคยมาก่อน แต่ทุกอย่างได้เปลี่ยนแปลงไประหว่างที่คุณไม่อยู่  ดังนั้นในช่วง “พักงานกลับบ้าน” คุณจึงไม่สามารถประติดประต่อช่วงเวลาให้เข้าสนิทกับช่วงเดิมที่คุณจากไปได้ เพราะเวลานี้ คุณได้กลายเป็นคนนอกเป็นเพียงแขกผู้มาเยือนเท่านั้น และคุณก็ไม่มีบทบาทหน้าที่อะไรชัดเจนด้วยบรรดาเพื่อนสนิททั้งหลายของคุณต่างก็ได้ผูกมิตรกับเพื่อนใหม่ๆพี่น้องมากกว่าครึ่งในคริสตจักรรู้จักคุณเพียงผ่านทางระบบการสื่อสารที่รับรู้ได้ว่าคุณต้องการให้อธิษฐานเผื่อเรื่องอะไรบ้างเท่านั้น ขณะที่คนอื่นๆคุ้นเคยกับเทคโนโลยีใหม่ๆแต่คุณต้องคลำหาทางทำความเข้าใจคนอื่นพูดคุยกันสนุกสนานด้วยศัพท์แสลงแต่คุณกลับรู้สึกแปลกหูและไม่แน่ใจในความหมาย  แล้วคุณอาจสงสัยว่าแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมกำลังวิ่งไปทางไหนกัน?  ผู้คนที่บ้านเคยชินกับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาจนกลายเป็นเรื่องปกติแต่คุณกลับมึนงงสับสน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าคุณได้เดินสวนทางกับสิ่งเหล่านี้ไป ตั้งแต่การออกเดินทางครั้งแรกแล้ว

ระหว่างการทำพันธกิจในต่างแดน คุณมักเริ่มต้นการสนทนาว่า “ที่บ้านผม...” แต่คนท้องถิ่นไม่กี่คนเท่านั้นที่อาจเข้าใจเรื่องของคุณหรือบางทีคุณก็รู้ดีว่าความจริงแล้วไม่มีใครเข้าใจเรื่องของคุณเลยสักคนเดียวแม้ว่าพวกเขาจะตั้งใจฟังอย่างสุภาพก็ตาม แล้วคุณก็จะปลอบใจตัวเองว่า “ไม่เป็นไรคนที่บ้านคงจะเข้าใจฉันได้”

หากเป็นเรื่องแปลกแต่จริงเพราะคนที่บ้านซึ่งคุณคิดว่าพวกเขาจะเข้าใจคุณอย่างดีนั้นก็ไม่เข้าใจคุณด้วยเหมือนกัน  เดี๋ยวนี้คุณกลับมาบ้านแล้วพร้อมกับประสบการณ์และเรื่องราวต่างๆมากมายจากดินแดนซึ่งกลายเป็นบ้านหลังที่สองของคุณ เป็นเหตุทำให้คุณชอบ หรือเผลอขึ้นต้นประโยคว่า“ในประเทศที่ผมไปทำงานนั้น...” แต่ความจริงก็คือไม่ว่าคุณจะเล่าเรื่องอะไรก็ตาม ก็ยากเหลือเกินสำหรับคนที่บ้านของคุณจะสัมผัสหรือเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ ความประทับใจของคุณสิ่งที่คุณคิดถึงกลับเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากรับรู้หรือพวกเขารับรู้ด้วยการตอบรับอย่างสุภาพทำนองนี้ว่า “อึม...ก็เป็นเรื่องแปลกดีนะ”

เมื่อเรื่องเล่าแปลกๆของคุณจบลงแล้วพวกเขาก็จะหันกลับไปพูดคุยเรื่องการแข่งขันกีฬา ความเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือเรื่องน่าสนใจอื่นๆ ซึ่งคุณเองไม่ค่อยได้ใส่ใจหรือลืมไปแล้วระหว่างหลายปีที่ทำงานในต่างแดนไม่ใช่เพราะว่าคนเหล่านั้นไม่ชอบคุณพวกเขายินดีมากที่คุณได้ “กลับบ้าน” เพียงแต่พวกเขาไม่อาจรับรู้และเข้าถึงประสบการณ์ “นอกบ้าน” ของคุณได้เท่านั้นเองยิ่งกว่านั้นหลายคนอาจรู้สึกว่าชื่อดินแดนที่คุณไปทำงานนั้นแปลกมากยิ่งชื่อคนในประเทศนั้นก็ยิ่งแปลกกว่าฟังดูน่าขันจนกระทั่งไม่อาจออกเสียงชื่อเรียกเหล่านั้นได้

ระหว่างการ “กลับไปเยี่ยมบ้าน” คนรอบข้างมักจะพูดกับคุณว่า “รู้สึกดีใช่ไหมที่ได้กลับบ้าน?”  ทำให้คุณคิดในใจว่า“ใช่! ก็ดีเหมือนกัน”  คุณได้ทานอาหารโปรดสองสามอย่าง ได้พบปะสังสรรค์กับเพื่อนเก่าบางคน และมีเหตุผลอีกมากมายที่ทำให้ต้องออกจาก “บ้าน” ไปโน่นนี่นั่น แล้วคุณก็ต้องแปลกใจว่าทำไมจึงเริ่มรู้สึกคิดถึงสิ่งต่างๆที่ชอบในบ้านหลังที่สองไม่ว่าจะเป็นอาหารจานพิเศษ  พวกเพื่อน หรืองานพันธกิจที่คุณทำด้วยความสุขใจ

เป็นเรื่องน่าเสียดายและน่าเศร้าเพียงใดกับความจริงที่ว่าบ้านเริ่มไม่เป็นบ้านอีกต่อไปแล้ว และในเวลาเดียวกันบ้านหลังที่สองในต่างแดนก็ไม่อาจเป็นบ้านถาวรของคุณได้เหมือนกัน.. มีบ้านอยู่สองแห่งเวลาเดียวกันทั้งสองแห่งก็ไม่ใช่บ้าน

เมื่ออยู่“บ้านเกิด” มิชชันนารีฝันถึงบ้านหลังที่สอง

เมื่ออยู่บ้านหลังที่สองเขากลับฝันถึงบ้านเกิด

มิชชันนารีต้องติดหล่มอยู่ระหว่างทางสองแพร่งเสมอพวกเขาไม่อาจเข้ากับผู้คนที่บ้านเกิดได้อย่างสมบูรณ์เหมือนเมื่อก่อนจากมาขณะเดียวกันก็ไม่สามารถจะกลมกลืนเข้ากับกลุ่มคนในบ้านหลังที่สองอย่างสนิท แนบแน่นโดยไร้รอยต่อได้เหมือนกัน

มีบ้านอยู่ทุกแห่งแต่ไม่มีสักแห่งที่เป็นบ้าน

ไม่เป็นไร! ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะเคยมีผู้เดินผ่านเส้นทางนี้มาแล้วเหมือนดังฮีบรู11:13-16 กล่าวว่า

“คนทั้งปวงเหล่านี้ตายไปขณะที่ดำเนินชีวิตโดยความเชื่อพวกเขาไม่ได้รับสิ่งที่ทรงสัญญาไว้เพียงแต่ได้เห็นและเตรียมรับแต่ไกลและยอมรับว่าพวกเขาเป็นเพียงคนต่างถิ่นและคนแปลกหน้าในโลกนี้คนที่พูดอย่างนี้แสดงให้เห็นว่ากำลังมองหาบ้านเมืองที่จะเป็นของตนหากพวกเขาคิดถึงบ้านเมืองที่จากมาก็ย่อมมีโอกาสที่จะกลับไปได้แต่นี่พวกเขาใฝ่หาบ้านเมืองซึ่งดีกว่าคือเมืองสวรรค์เพราะฉะนั้นพระเจ้าจึงไม่ได้ทรงละอายเมื่อพวกเขาเรียกพระองค์ว่าพระเจ้าของพวกเขาเพราะพระองค์ทรงจัดเตรียมเมืองหนึ่งไว้ให้พวกเขาแล้ว”

ขณะที่ยังอยู่ในโลกนี้พวกเราต่างรู้สึกเลื่อนลอยและขาดความมั่นคงโดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดามิชชันนารีและผู้อพยพย้ายถิ่นฐานไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง ห่างไกลจากบ้านเกิดก็อาจจะมีความรู้สึกเคว้งคว้าง มากกว่าคนอื่นๆ แต่วันหนึ่งเราทั้งหลายผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ซึ่งเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าก็จะได้กลับ “บ้าน” ไปพบคุณพ่อและครอบครัวที่คุ้นเคยดีอีกครั้งอย่างแน่นอน

Share this post

Submit to DeliciousSubmit to DiggSubmit to FacebookSubmit to Google BookmarksSubmit to StumbleuponSubmit to TechnoratiSubmit to TwitterSubmit to LinkedIn